|
“วันนี้ได้พบเพื่อนแพทย์ รายงานให้ทราบว่ามีปัญหาการตรวจ คัดกรอง รักษาโรคติดต่อ โดยเฉพาะปัญหาวัณโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ตรวจเสมหะได้ผลลบ ซึ่งบางทีเก็บตัวอย่างเสมหะไม่ดี ผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อง่ายก็ทำให้ตรวจไม่พบเชื้อ คิดจะรักษาก็ลำบากใจ เพราะเชื่อว่าสื่อสารลำบาก นัดติดตามทานยารักษาวัณโรคก็ลำบาก เสี่ยงกินยาไม่ครบ ดื้อยา ส่งปรึกษาอายุรแพทย์ ก็มักถูกแนะนำให้ติดตามดูแลเอาเอง ทางอายุรกรรมคนไข้ก็มาก เคยอ่านบทความประสบการณ์เมืองฝรั่งที่บ่นว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และควบคุมโรคลดถอยลง เมื่อเทียบกับบ้านเราแล้วก็มีอาการทำนองเดียวกัน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ยิ่งน่าห่วง คล้ายกับมีแพทย์มาก
แต่ความเป็นจริงพบว่าไม่ได้มีเจ้าภาพที่สนใจพัฒนางานควบคุมโรคติดต่ออย่าง จริงจัง มีแต่การปัดให้หน่วยงานอื่นรับ หน่วยงานระดับกรมบอกว่าถูกปฎิรูปบทบาทแล้ว ไม่มีบทบาทการจัดบริการ การจัดบริการควบคุมโรคเป็นบทบาทหน่วยบริการและหน่วยงานสาธารณสุขระดับ จังหวัดและอำเภอ แต่การพัฒนาระบบบริการและการควบคุมโรคติดต่อต้องการความคล่องตัว ปรับตัว ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนมากกว่าที่ปล่อยให้หน่วยบริการรับ ภาระ อย่างกรณีของการรักษาวัณโรคในแรงงานต่างด้าวหรือโรคติดต่ออื่นๆของกลุ่มแรง งานอพยพย้ายถิ่น การควบคุมโรคติดต่อทั้งโรคระบาดเก่า ระบาดอุบัติใหม่ ในหัวเมืองใหญ่ๆ ต้องการระบบที่ปรับตัวตอบสนองทันกับปัญหา แต่ในชีวิตจริงของสังคมไทยปัจจุบันการจัดการและพัฒนาระบบเป็นเรื่องที่ยาก ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะขาดชุมชนปฎิบัติที่สนใจเรื่องนี้” (http://gotoknow.org/blog/ wise/30918) มายาคติด้านสาธารณสุขที่สำคัญและเกี่ยวโยงกับการทำให้แรงงานข้ามชาติกลายเป็นแพะรับบาปตลอดเวลา คือ มายาคติที่สำคัญ 2 ประการ 1. แรงงานข้ามชาติเป็นภาระด้านงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขปีละหลายล้านบาท เพราะเมื่อเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล ก็จะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล 2. แรงงานข้ามชาติเป็นพาะหะของโรคบางอย่างที่กระทรวงสาธารณสุขปราบหมดสิ้นไปจาก ประเทศแล้วกลับเข้ามาสู่สังคมไทยอีก เช่น มาเลเรีย เท้าช้าง วัณโรค ซึ่งโรคเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสาธารณสุข โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติผู้หญิงที่ลักลอบเข้ามาประกอบอาชีพเป็นแม่บ้านและคน รับใช้ในบ้านจะนำโรคเข้ามาสู่ครอบครัวเจ้าของบ้าน ทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องย้อนกลับไปควบคุมโรคติดต่อต่างๆซึ่งสามารถควบคุม ได้มานานแล้ว และในขณะเดียวกันก็ยังต้องทุ่มเทปัจจัยต่างๆพัฒนาสาธารณสุขเกี่ยวกับโรค อื่นๆ เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง อุบัติเหตุ และโรคเอดส์ เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการตายอันดับต้นๆของคนไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีภาระมากขึ้นเพราะต้องดูแลทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ต่อกรณีดังกล่าวมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่ามายาคติดังกล่าวเป็นเพียงปลายทาง ของนโยบายและกระบวนการปฏิบัติที่ข้ามไม่พ้นการกดทับจากมายาคตินั้น รวมถึงมายาคติที่เกิดขึ้นยังไปสอดรับกับสภาพการณ์จริงในด้านการรักษา สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมและการทำงาน ที่ขาดการดูแลด้านสุขอนามัยบริเวณที่พักคนงาน วิถีชีวิตมีการเป็นอยู่ที่แออัด ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน “บ้านเค้าปลูกเป็นแถว ไอ้พวกนี้เช่า บางทีมีหน้าต่างอยู่ 2 ช่อง พูดจริงๆ ไม่ถูกสุขลักษณะ อัดกันแน่น เคยมีใครไปดูมั้ย เหมือนเมื่อก่อนเป็นโกดังเก็บของแล้วไปซอยห้องข้างใน แล้วมีช่องตรงกลาง แล้วคนเข้าไปอยู่ตรงนั้น พวกนี้เค้าก็อยู่งั้น ดูสภาพเป็นอยู่เค้าซิ มันจะไม่เป็นโรคได้อย่างไร?” (แม่ค้าตลาดกุ้ง , สัมภาษณ์ พฤษภาคม 2548) สภาพที่เกิดขึ้นเช่นนี้มาจากสาเหตุหลักๆเช่น นายจ้างไม่พาแรงงานมารักษาโรคอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการระบาดของโรค , นโยบายการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติล่าช้าทำให้การตรวจสุขภาพล่าช้า ระบบสาธารณสุขจังหวัดมีเวลาเตรียมตัวน้อย, การนำแรงงานข้ามชาติมาตรวจสุขภาพไม่มีการประสานนัดเวลามาตรวจ ทั้งจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดและนายจ้าง ทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถจัดเตรียมการได้ทันเวลา, ขาดบุคลากรปฏิบัติงานประจำที่ด่านผ่อนปรนเข้าออก, การดำเนินงานด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมยังไม่มีระบบและรูปแบบ, สถานที่ตรวจโรคมีไม่เพียงพอ และโรงพยาบาลขาดน้ำยาทดสอบโรคเท้าช้าง สาเหตุเบื้องหลังเหล่านั้นสะท้อนถึงคำพูดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคนหนึ่งว่า “นโยบาย ล่าช้าปีต่อปีนโยบายมาจะควบคุมพวกนี้อย่างไร อาจจะกำหนดนโยบายให้ละเอียดขึ้น วิธีปฏิบัติให้ละเอียดขึ้นก็เลยยังช้าอยู่ ในขณะที่ช้าอยู่ มีปัญหาอะไรรู้มั้ย แรงงานมันอพยพเข้ามาคอยแล้ว คอยเต็ม มันก็กลายเป็นแรงงานเถื่อน หวังจะเข้ามาจดแจ้งโครมเดียว ปรากฏว่ารัฐบาลยังไม่ออกนโยบายเลย” “มี ปัญหาเกี่ยวกับการมาขึ้นทะเบียน มาช้า มาตรวจสุขภาพ เป็นปัญหาในการดำเนินงาน พอนโยบายล่าช้า สมมุติมติคณะรัฐมนตรี ออกวันนี้ อีก 4 วันให้เวลาเตรียมตัว แล้วก็เลยให้เริ่มตรวจวันที่ 1 ถึงสิ้นเดือน จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเยอะๆ ก็ไม่มีปัญหา เดี๋ยวนี้เค้าใช้วิธีการจ้างตรวจ จ้างโรงพยาบาลอื่น Contact โรงพยาบาลอื่น เป็นรถโมบายคลินิกมาจ้างตรวจ อย่างโรงงานนี้ 200 ถึง 300 คน จะจ้างแล้วให้ไปตรวจ” (เจ้าหน้าที่สาธารณสุขโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร, สัมภาษณ์ สิงหาคม 2548) ทั้งๆที่ในข้อเท็จจริงแล้วรัฐไทยได้กำหนดไว้เป็นนโยบายทุกปีว่าแรงงานข้าม ชาติที่มาขึ้นทะเบียนและประสงค์จะทำงานต้องเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพทุกคน โดยเสียค่าใช้จ่ายให้รัฐไทยคนละ 1,900 บาทแบ่งเป็นค่าบริการในการตรวจและประเมินสุขภาพ 600 บาท และค่าประกันสุขภาพ 1,300 บาท (แบ่งเป็น (1) ค่ารักษาพยาบาล 964 บาท จำแนกเป็นผู้ป่วยนอก 499 บาท , ผู้ป่วยใน 415 บาท ,ค่ารักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง 50 บาท (2) ค่าบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 206 บาท (3) ค่าบริหารจัดการ 130 บาท) มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี โดยแรงงานข้ามชาติจะต้องร่วมจ่ายในการรับบริการครั้งละ 30 บาท ร่วมด้วยทุกครั้ง ทั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อให้มีการควบคุมป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบและเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเข้ารับ บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของแรงงานข้ามชาติ รวมถึงจะเป็นการประกันค่ารักษาพยาบาลให้กับสถานพยาบาลผู้ให้การรักษาพยาบาล อีกทางหนึ่ง หรือข้อมูลอีกด้านหนึ่งพบว่าสำนักงานสาธารณสุขบางแห่ง เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี มีการส่งจดหมายลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2549 ถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ว่าสามารถนำเงินที่ได้ไปศึกษาดูงานในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวกับการแลก เปลี่ยนประสบการณ์เรื่องแรงงานต่างด้าวได้หรือไม่ การหารือเรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าจริงๆแล้วเงินที่แรงงานข้ามชาติจ่าย ให้รัฐไทยมีความเพียงพอต่อการใช้จ่าย จนสำนักงานสาธารณสุขบางแห่งสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้ศึกษาดูงานได้ โดยข้อเท็จจริงคือมีบางจังหวัดชายแดนเพียงเท่านั้น เช่น แม่ฮ่องสอน ตาก ระนอง ที่ค่าใช้จ่ายจากเงินประกันจะไม่เพียงพอ เพราะจังหวัดดังกล่าวไม่ได้รับการรักษาเพียงแรงงานข้ามชาติเท่านั้น ยังมีผู้ไร้สัญชาติไทยอีกจำนวนมาก เช่น กลุ่มคนที่ถือบัตรสีต่างๆ กลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิม ก็จะมารับการรักษาด้วยเช่นกัน ข้อมูลนี้คืออีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงน้อยและให้ความสำคัญกับการจัดการ น้อยมากในเชิงนโยบาย แรงงานข้ามชาติแต่ละคนที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตทำงานต้องไปตรวจสุขภาพเสียก่อน เพื่อตรวจโรค 7 โรคที่สำคัญ คือ วัณโรค ซิฟิลิส โรคเท้าช้าง โรคเรื้อน โรคมาลาเรีย โรคพยาธิในลำไส้ และการใช้สารเสพติด/การติดแอลกอฮอล์ โดยแรงงานจะเสียค่าธรรมเนียมการตรวจสุขภาพคนละ 600 บาท เมื่อตรวจโรคแล้วรัฐไทยจะจำแนก/คัดกรองแรงงานออกเป็น 3 ประเภท คือ (1) แรงงานที่ไม่มีปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคที่ตรวจ (2) แรงงานที่เป็นโรคอยู่ในระดับรุนแรงแต่สามารถรักษาได้ (3) แรงงานที่เป็นโรคอยู่ในระดับรุนแรงและต้องถูกส่งกลับประเทศ โดยรัฐไทยใช้ข้ออ้างว่าโรคทั้ง 7 ดังที่กล่าวมาคือโรคติดต่อรุนแรงและส่งผลต่อประชาชนไทย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วแม้ว่าโรคดังกล่าวจะเป็นโรคติดต่อ แต่เอกสารทางการแพทย์จำนวนมากก็ยืนยันว่าเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาให้หาย ขาดได้ ถ้าเป็นการติดต่อก็เป็นการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ การสัมผัสกับแผลที่ติดเชื้อ การตั้งครรภ์ ผ่านยุง รวมถึงผู้ที่มีโอกาสได้รับเชื้อมักจะต้องอยู่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรค นั้นๆเป็นระยะเวลานาน โรคบางโรค เช่น โรคเท้าช้าง วัณโรค มาเลเรียก็คือโรคประจำถิ่นที่มีอยู่เดิมที่ประชาชนในแถบนี้สามารถประสบได้ ทุกคน รวมถึงเมื่อสืบค้นไปถึงการกำหนดโรคทั้ง 7 ที่รัฐไทยเลือกขึ้นมาพบว่ายังสัมพันธ์กับบริบทเรื่องโรคติดต่อ 10 อันดับที่อยู่ข่ายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี 2539-2548 โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, วัณโรค, มาเลเรีย นอกจากนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวองค์การอนามัยโลกยังคาดการณ์ว่าปี 2543 เป็นต้นมา ประชากรโลกในประเทศกำลังพัฒนาจะเผชิญกับภาวะจิตใจแปรปรวนซึ่งเป็นสาเหตุ สำคัญของการสูญเสียศักยภาพของชีวิตมากที่สุด นอกจากนั้นโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจะกลายเป็นปัญหาใหม่ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ วัณโรค อุจจาระร่วง ที่โรคเหล่านี้มีการดื้อยา มีการกลายพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และจะเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญยิ่งฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือ กระบวนการที่รัฐไทยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงสถานการณ์สาธารณสุขที่แท้จริง กลับอธิบายอย่างไม่ครบถ้วนและผลักภาระไปให้แรงงานข้ามชาติแทน นอกจากนั้นแล้วความเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา สถานะภาพทางกฎหมาย ทำให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่กล้าที่จะมาปรากฎตัวให้เราได้เห็นได้พูดคุย ได้ไถ่ถาม หรือแม้กระทั่งได้ตรวจดูแลรักษาสุขภาพ ความหวาดกลัวที่จะถูกจับกุม การไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่หรือคนไทยให้เข้าใจสิ่งที่ตนเองต้องการ สื่อสาร ความกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นภาระ การได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ก็กีดกันพวกเขาไปจากกระบวนการในการดูแลรักษาและป้องกันโรค ติดต่อ ดังนั้นแล้วการจัดการและนโยบายที่มองไม่เห็นลักษณะเฉพาะของแรงงานข้ามชาติ หรือการย้ายถิ่นข้ามชาติ มุ่งเน้นไปที่การจัดการเรื่องความมั่นคงเชิงกฎหมายและการเมือง มากกว่าการมองเห็นผลกระทบทางสุขภาพ การเข้าไม่ถึงการบริการด้านสุขภาพ เพราะข้อจำกัดของภาวะความเป็นแรงงานข้ามชาติและอคติที่ผู้ให้บริการ หรือสังคมไทยที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ เป็นความจริงอีกชุดหนึ่งที่พวกเรามองข้ามไป รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า “การ แก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติต้องอาศัยระบบคิดในการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งทัศนคติของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและคนสังคมไทยก็เป็นส่วนสำคัญที่ ผลักดันให้นโยบายเป็นรูปธรรม จึงขอเสนอต่อกระทรวงแรงงานและผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา 3 ข้อ คือ ให้มีระบบจัดการงบประมาณจากการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวกว่า 6 แสนคนเช่นเดียวกับงบประมาณจากประกันสุขภาพ 1,300 บาทต่อคนต่อปีที่แรงงานข้ามชาติได้จ่ายไปแล้วมีการจัดสรรให้สถานพยาบาล 964 บาทให้หน่วยงานที่จัดการ 120 บาท ส่วนที่เหลืออีก 260 บาทไว้สำหรับป้องกันโรคและการประชาสัมพันธ์นั้น ยังไม่มีหน่วยงานบริหารจัดการ ตนคิดว่าเงินส่วนนี้มีประโยชน์และเพียงพอต่อการคุ้มครองด้านสุขภาพแก่แรงงาน ภาคราชการควรริเริ่มและจัดการด้วยตนเองได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ไม่มีบัตรประกันสุขภาพควรเฉลี่ยเงินจากกลุ่มมีบัตร แต่เข้ารับการรักษาน้อยครั้งมาสู่กลุ่มไม่มีบัตรแต่มีความจำเป็นต้องเข้ารับ การรักษาด้วย” (กรุงเทพธุรกิจ 3 มกราคม 2550) [1] ข้อมูล บางส่วนจากวิทยานิพนธ์ของน.ส.บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ เรื่องยุทธศาสตร์การอยู่รอดของแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าในประเทศไทย ศึกษาพื้นที่กรุงเทพมหานคร |